บทที่ 3 สวรรค์กำหนด 2

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา

ณ สนามบินปารีส ชาร์ลส์ เดอ โกล กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

กลุ่มเพื่อนสนิทสองคน กำลังเดินเข้าไปในสนามบิน เพื่อเดินทางไปต่างประเทศ หนึ่งในสองคนเป็นคนลูกครึ่งฝรั่งเศส-อังกฤษ อีกคนเป็นหญิงไทยนามว่า อินทิยา

“ฉันตื่นเต้นจัง ที่จะได้ไปอิตาลี” เจเน็ตพูดเสียงใส สีหน้ายิ้มแย้ม

“ตื่นเต้นทำไม ทำอย่างกับว่าเธอไม่เคยไปอย่างนั้นแหละ” อินทิยาพูดไปส่ายหัวช้าๆ กับความตื่นเต้นของเพื่อน

“เอ้า ก็ฉันมากับเธอไง ปกติมากับเพื่อนอีกกลุ่ม โคตรน่าเบื่อเลย เอาแต่มองผู้ชาย”

“พวกนั้นโสดนี่ ก็ต้องมองหนุ่มๆ สิ ไม่แน่นะว่า เธออาจจะเจอเนื้อคู่ที่นั่นก็ได้”

“ฉันว่า เธอมากกว่าที่จะเจอเนื้อคู่ จะได้แต่งงานกับคนที่ใช่ ไม่ใช่แต่งกับคนที่ไม่ได้เลือก” อินทิยาเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย “ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

“ไม่เป็นไร ฉันโอเค” อินทิยารีบพูด

“ที่ฉันตื่นเต้นอีกเรื่องคือ เที่ยวอิตาลีเสร็จ ฉันจะได้ไปเที่ยวกับเธอที่เมืองไทยไง หรือว่าเราจะเปลี่ยนใจไปเมืองไทยเลยดีล่ะ”

“เปลี่ยนโปรแกรมไม่ได้ย่ะ เที่ยวมิลานแหละดีแล้ว สามสี่วันเอง แล้วฉันจะพาเธอไปเที่ยวเมืองไทย รับรองว่า เธอไปเมืองไทยครั้งนี้สนุกแน่ เพราะมีฉันเป็นไกด์นำเที่ยว”

อินทิยาถนัดเรื่องนี้ เธอเรียนจบจากลอนดอน มีเพื่อนต่างชาติมากมาย หลายคนที่มาเมืองไทย เธออาสาเป็นไกด์นำเที่ยว ซึ่งทุกที่ที่พาไป ถูกใจเหล่าเพื่อนเสมอ

“ฉันเชื่อ เพื่อนๆ ก็บอกแบบนี้”

“สิบปากว่าไม่เท่าสัมผัสด้วยตัวเองนะ”

“ไปถึงเมืองไทยก็รู้เอง แต่ตอนนี้ฉันอยากเข้าห้องน้ำก่อน”

“งั้นก็ไปสิ” สองเพื่อนสนิทพากันเดินไปยังห้องน้ำที่อยู่ไม่ไกลนัก โดยผลัดกันเฝ้ากระเป๋าเดินทาง อินทิยาเข้าห้องน้ำก่อน เธอมายืนรอเจเน็ตที่บอกว่า เกิดปวดท้องหนัก อาจใช้เวลาเข้าห้องน้ำนานหน่อย อินทิยาจึงลากกระเป๋าเดินทางสามใบ ไปนั่งรอเพื่อนตรงม้านั่งใกล้ห้องน้ำ

เพราะมัวแต่ก้มหน้าเล่นมือถือ ทำให้อินทิยาไม่รู้ว่า เกิดเรื่องใดในสนามบิน ชายรูปร่างเล็กกำลังวิ่งหนีชายสามคนที่วิ่งไล่ตาม ชายคนนั้นวิ่งไปมองด้านหลังไป เขาจึงไม่ทันระวังหน้า สะดุดกับกระเป๋าเดินทางอินทิยา จนตัวเองล้มไปกองกับกระเป๋า

“อย่าหนีนะไอ้หัวขโมย” ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ อินทิยาวางมือถือ ตะครุบตัวหัวขโมยที่หมายลุกขึ้นวิ่งหนีต่อไป

“แกจะไปไหน” อินทิยาจับข้อด้านหลังมันไว้แน่น ความที่มันทำผิดมา จึงตวัดแขนสาว แล้วผลักร่างเธอเต็มแรง “ว้าย!”

อินทิยาไม่ทันตั้งตัว เซไปตามแรงผลัก ตัวเธอกำลังจะหงายท้อง หากไม่มีแขนของใครบางคนรับร่างอินทิยาไว้ ตัวเธอคงล้มไปนอนวัดพื้น

“ระวังครับ” เสียงทุ่มนุ่มน่าฟังแฝงความตกใจ และเป็นห่วงของเจ้าของลำแขน เอ่ยบอกอินทิยา

วินาทีนี้ดวงตาสบประสานในระยะชิดใกล้ หัวใจของคนทั้งคู่พลันกระตุกเต้นระทึกอย่างห้ามไม่อยู่ เกิดเป็นแรงดึงดูดสายหนึ่งที่แล่นผ่านจนต่างฝ่ายต่างไม่อาจควบคุม สองหนุ่มสาวมัวแต่มองตากัน ไม่สนใจรอบข้างว่าเป็นอย่างไร

“ขอบคุณค่ะ” อินทิยาถอยร่นออกมาอย่างสุภาพ ส่งยิ้มจางๆ เขินอาย “ขอบคุณมากค่ะที่รับตัวฉันไว้”

“ไม่เป็นไรครับ” คำตอบนุ่มทุ้มเอ่ยขึ้น ขณะที่สายตายังคงตรึงอยู่ที่ใบหน้าหวานฉ่ำ “คุณเจ็บตรงไหนมั้ยครับ”

“อ๋อ ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร” เธอตอบยิ่งเอียงอาย “แต่ผู้ชายคนนั้นคงหนีไปแล้ว”

นานนับสองปีที่หัวใจของเธอไม่เคยสั่นไหวรุนแรงเท่านี้ เพียงแค่ประสานสายตา ความร้อนก็แล่นพล่านขึ้นมาที่สองแก้มจนซับสีเลือดฝาดด้วยความขวยเขิน

“ช่างมัน” มาร์เซลโล่ตอบทันที ตอนนี้เขาไม่สนใจผู้ใด นอกจากสาวสวยตรงหน้า รอยยิ้มเธอทำให้โลกทั้งใบของเขาสดใดขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

“ลินท์...เกิดอะไรขึ้น” เสียงทักถาม สองคนหันไปมองเป็นตาเดียว

“อ๋อไม่มีอะไร ฉันแค่ช่วยเขาจับหัวขโมยนะ แต่พลาดท่าเอง” อินทิยาบอกคร่าวๆ

“เราไปกันเถอะ เราต้องไปเช็กอินแล้ว” 

“ฉันขอตัวนะคะ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ” สองสาวเดินห่างทันที ทิ้งไว้เพียงความประทับใจที่มาร์เซลโล่มีต่อหญิงสาวปริศนา รู้จักเธอเพียงชื่อ ‘ลินท์’

“ไอ้มาร์ซ จับหัวขโมยได้แล้วนะ แม่งวิ่งไวชิปเลย” นิคโกโลบอกเพื่อน ทว่าสายตามาร์เซลโล่ไม่ได้มองชายที่ถูกเจ้าหน้าที่ที่สนามบินจับตัวสักนิด “แล้วมึงมองอะไรวะ มองอยู่ได้”

ผู้ถามมองตามสายตาเพื่อน แต่ก็ไม่รู้ว่า มาร์เซลโล่โฟกัสมองที่ใคร

“ก็ผู้หญิงที่ช่วยจับมันเมื่อกี้ไง โคตรถูกใจเลย”

“แล้วเธออยู่ไหนล่ะ คนเดินออกเยอะ”

“อยู่ในใจฉัน” นิคโกโลมองหน้าเพื่อน ที่เอาแต่มองไปเบื้องหน้าไม่ไหวติง

“มึงนี่เป็นเอามาก ไปกันได้แล้ว เราต้องไปรับคุณโทมัส” มาร์เซลโล่จำต้องละสายตาจากสาวถูกใจ เบี่ยงเท้าเดินไปอีกทาง แอบหวังในใจว่าจะได้พบเธออีกครั้ง ทว่ามันดูยากยิ่ง เพราะเธอกำลังเดินทางออกจากประเทศนี้ ซึ่งไม่รู้ว่า ปลายทางอยู่ที่ใด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป